องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ www.krabipao.go.th - ประวัติ อบจ.

วิสัยทัศน์ อบจ.กระบี่ "เมืองน่าอยู่ เศรษฐกิจก้าวหน้า สังคมพัฒนา การศึกษาก้าวไกล"
หน้าแรก
ฝ่ายบริหาร
ฝ่ายนิติบัญญัติ
หัวหน้าส่วนราชการ
โครงสร้างแบ่งส่วนราชการ
กำเนิด อบจ.
ประวัติ อบจ.กระบี่
โลโก้ อบจ.กระบี่
แผนที่การเดินทาง
บทบาทอำนาจหน้าที่
นโยบายการบริหาร
ข้อบัญญัติ ประจำปี 2553
แผนพัฒนาสามปี(2550-2552)
แผนพัฒนาสามปี(2551-2553)
แผนพัฒนาสามปี(2552-2554)
แผนพัฒนาสามปี(2553-2555)
แผนยุทธศาสตร์ (2551-2555)
แผนการดำเนินงาน ประจำปี 2551
แผนการดำเนินงาน ประจำปี 2552
รายงานการติดตามและประเมินผล 2550
ขั้นตอนและระยะเวลาการให้บริการ
ข่าวเด่น อบจ.กระบี่
ข่าวประชาสัมพันธ์
หน่วยงานภายในจังหวัดกระบี่
ติดต่อ อบจ.กระบี่
เว็บบอร์ด
ค้นหา
อ่าน...วารสารเหลืองกระบี่ ย้อนหลัง
ข้อบัญญัติ อบจ.กระบี่
รายงานทางการเงิน
รายการจดทะเบียนพาณิชย์
ค่าธรรมเนียมผู้พักในโรงแรม
ค่าธรรมเนียมภาษีน้ำมัน
ค่าธรรมเนียมภาษียาสูบ
จดทะเบียนพาณิชย์
ประกาศ ผู้ประกอบการจดทะเบียน
ข่าวประกวดราคา
ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก
ประกาศผู้ชนะประมูล/ประกวดราคา
ข่าวขายทอดตลาด
สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้าง
กำหนดประชุม สมัยวิสามัญ สมัยที่1
กำหนดประชุม สมัยสามัญ สมัยที่2
วาระการประชุมสภา อบจ.กระบี่
รายงานการประชุมสภา อบจ.กระบี่
กองบรรเทาสาธารณภัย
ฝ่ายเครื่องจักรกล
พิธีปิดฟุตบอลอนุบาล ครั้งที่3ปี53
แอโรบิกแด๊นซ์ToBeNumberOne ครั้งที่3ปี53
ฟุตบอลอนุบาล อบจ.กระบี่คัพ ครั้งที่2ปี53
งานสมโภชพญานาคราช
วันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2553
มหกรรมสินค้า OTOP ครั้งที่3 ปี53
รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ปี53
HAPPY NeW YeaR 2010
ความคืบหน้าจัดสร้างเรือหลวงลันตา
งานลอยกระทง ประจำปี 2552
 
ประวัติ อบจ. PDF พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย Administrator   
Monday, 09 July 2007
           
                                                กำเนิด...องค์การบริหารส่วนจังหวัด              
        
องค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ.2498 มีฐานะเป็นนิติบุคคลและครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด
                 
              
กว่าจะมาเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่มีโครงสร้างการบริหารงานในรูปแบบปัจจุบัน 
องค์การบริหารส่วนจังหวัดได้มีการวิวัฒนาการมาตามลำดับ โดยเกิดจากการจัดตั้งสภาจังหวัด ขึ้นเป็นครั้งแรก ตามความในพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.2476
ซึ่งมีฐานะเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาหารือแนะนำแก่กรมการจังหวัด โดยยังมิได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่แยกต่างหากจากราชการบริหารส่วนภูมิภาค

                 ต่อมา ได้มีการตราพระราชบัญญัติสภาจังหวัด พ.ศ. 2481 ขึ้น โดยมีความประสงค์ที่จะแยกกฎหมายที่เกี่ยวกับสภาจังหวัดไว้โดยเฉพาะ แต่สภาจังหวัดยังทำหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาของกรมการจังหวัดเช่นเดิม จนกระทั่งได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2495 ซึ่งกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบบริหารราชการในจังหวัดของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ทำให้อำนาจของกรมการจังหวัดเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดดังนั้น ผลแห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ทำให้สภาจังหวัดมีฐานะเป็นสภาที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย ต่อมาได้เกิดแนวความคิดที่จะปรับปรุงบทบาทของสภาจังหวัด ให้มีประสิทธิภาพและให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองยิ่งขึ้น องค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงเกิดขึ้น    ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด     
พ.ศ.2498 ซึ่งกำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกจากจังหวัด ซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาค และประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ได้กำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด มีฐานะเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง ทั้งนี้อาจแบ่งวิวัฒนาการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดออกเป็น
3 ระยะ ดังนี้
  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  ยุคสภาจังหวัด (ระหว่าง พ.ศ. 2476-2498)

       นับตั้งแต่พ.ศ. 2476 ที่ได้มีการจัดตั้งสภาจังหวัดขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476
ซึ่งนับเป็นจุดกำเนิดและรากฐานขององค์การบริหารส่วนจังหวัด อาจกล่าวโดยสรุปถึงฐานะ อำนาจหน้าที่บทบาทของสภาจังหวัดได้
ในขณะนั้นยังไม่ได้มีฐานะเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นและเป็นนิติบุคคลที่แยกต่างหากจากราชการบริหารส่วนภูมิภาค ตามกฎหมายจึงเป็นเพียงองค์กรตัวแทนประชาชนรูปแบบหนึ่งที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่จังหวัด ซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476 กำหนดให้จังหวัดเป็นหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค โดยอำนาจการบริหารงานในจังหวัดอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกรมการจังหวัด ซึ่งมีข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นประธานสภาจังหวัด มีบทบาทเป็นเพียงที่ปรึกษาเกี่ยวกับกิจการของจังหวัดแก่คณะกรรมการจังหวัด แต่กรมการจังหวัดไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามเสมอไป

      กระทั่งในปี พ.ศ.2495 ได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าปกครองราชการในจังหวัด สภาจังหวัดจึงเปลี่ยนบทบาทจากสภาที่ปรึกษาของกรมการจังหวัดมาเป็นสภาที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับอำนาจหน้าที่ของสภาจังหวัด มาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติสภาจังหวัดพ.ศ.2481 ได้กำหนดให้สภาจังหวัดมีหน้าที่ดังต่อไปนี้


                1. ตรวจและรายงานเรื่องงบประมาณที่ทางจังหวัดตั้งขึ้น และสอบสวนการคลังทางจังหวัดตามระเบียบ ซึ่งจะได้มีกฎกระทรวงกำหนดไว้
                
               
2. แบ่งสันเงินอุดหนุนของรัฐบาลระหว่างบรรดาเทศบาลในจังหวัด
                
               
3. เสนอข้อแนะนำและให้คำปรึกษาต่อคณะกรรมการจังหวัดในกิจการจังหวัด ดังต่อไปนี้
                 
                   
- การรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
                     
                   
- การประถมศึกษาและอาชีวศึกษา
                    
                   
- การป้องกันโรค การบำบัดโรค การจัดตั้ง และบำรุงสถานพยาบาล
                     
                   
- การจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ
                    
                  
- การกสิกรรมและการขนส่ง
                    
                  
- การเก็บภาษีอากรโดยตรง ซึ่งจะเป็นรายได้ส่วนจังหวัด
                    
                  
- การเปลี่ยนแปลงเขตหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และเขตเทศบาล
                     
                   
- ให้คำปรึกษาในกิจการที่กรมการจังหวัดร้องขอ
                
สำหรับพระราชบัญญัติสภาจังหวัด พ.ศ.2481 นี้ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง ในปี   พ.ศ.2485 และ
พ.ศ.2487

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

ยุคก่อกำเนิด...องค์การบริหารส่วนจังหวัด  (ตั้งแต่ พ.ศ. 2498 -2540)                            
 
               
เนื่องจากพระราชบัญญัติสภาจังหวัด พ.ศ. 2481 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ให้สภาจังหวัดเป็นเพียงที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ขาดอำนาจหน้าที่และกำลังเงินที่จะทำนุบำรุงท้องถิ่น ดังนั้น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ.2498 จึงได้กำหนดให้มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้น มีฐานะเป็นนิติบุคคล      และต่อมาได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด จนถึงปัจจุบันอีก 10 ครั้ง ดังนี้
                            

           ครั้งที่ 1     พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด (ฉบับที่2) พ.ศ.2499 วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2499 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 73 ตอนที่ 16 หน้า 122 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2499 โดยยกเลิกความที่ว่าด้วยรายได้ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดในมาตรา 40 ของร่างพระราชบัญญัติเดิม และให้ใช้ความใหม่แทนซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน                            

         ครั้งที่ 2 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2499 ให้ไว้ ณ วันที่ 17 มกราคม 2500 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 74 ตอนที่ 11 หน้า 307 ลงวันที่ 29 มกราคม 2500 โดยปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติ ให้มีบทบัญญัติว่าด้วยการปิดประชุมก่อนครบกำหนดสมัยประชุม การจัดแบ่งการบริหารราชการของจังหวัด การให้สิทธิที่จะไม่ตอบคำสอบถามแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด การให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดในการสั่งเพิกถอนมติ ซึ่งไม่ใช่ข้อบัญญัติจังหวัด การให้อำนาจเกี่ยวกับกิจการของจังหวัด การให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยในการวางระเบียบเกี่ยวกับการพาณิชย์ และกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับสมาชิกภาพแห่งสมาชิกสภาจังหวัดประเภท 2 ซึ่งสมควรกำหนดเวลาสิ้นสุดไว้                            

            ครั้งที่ 3 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2506 ให้ไว้ ณ วันที่ 24 มกราคม          พ.ศ.2506 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 80 ตอนที่ 11 ฉบับพิเศษ หน้า 13 ลงวันที่ 29 มกราคม 2506 โดยยกเลิกความที่ว่าด้วยประเภทรายจ่ายขององค์การบริหารส่วนจังหวัดในมาตรา 41 ของพระราชบัญญัติเดิม และให้ใช้ความใหม่แทนซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน                             

          ครั้งที่ 4 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราการส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2509 ให้ไว้ ณ วันที่ 9 กันยายน 2509 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 83 ตอนที่ 79 ฉบับพิเศษ หน้า 22 ลงวันที่ 16 กันยายน 2509 โดยปรับปรุงแก้ไขความที่ว่าการบริหารบุคคลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดในมาตรา 40                            

          ครั้งที่ 5 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2510 ให้ไว้ ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2510 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 84 ตอนที่ 102 หน้า861 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2510 โดยมีเหตุผลของการไขเนื่องจากว่าจำนวนสมาชิกสภาจังหวัดมีจำนวนมากเกินไปไม่สะดวกแก่การปฏิบัติงานของสภาจังหวัด และวันประชุมสมัยสามัญและวิสามัญกำหนดระยะเวลาไว้เกินความจำเป็น                            

        ครั้งที่ 6 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2511 ให้ไว้ ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2511 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 85 ตอนที่ 46 หน้า 271 ลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2511 โดยปรับปรุงมาตรา 31 ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดให้เป็นไปตามที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการบัญญัติความในมาตรา 31 ทวิ แลมาตรา 31 ตรี ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันอีกด้วย                            

         ครั้งที่ 7 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2511 ให้ไว้ ณ วันที่ 14 มิถุนายน 2511 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 85 ตอนที่ 54 หน้า 377 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2511  เนื่องจากได้มีการยกเลิกประกาศของของคณะปฏิวัติหลายฉบับ แต่มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2510 ยังมีความที่ให้นำบทบัญญัติแห่งประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวมาใช้บังคับในการแต่งตั้งสมาชิกสภาจังหวัดพระนครและสมาชิกสภาจังหวัดธนบุรีแทนตำแหน่งที่ว่างลง ดังนั้นจึงต้องยกเลิกมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเสีย                            

         ครั้งที่ 8 ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 93 ประกาศ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2515 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 89 ตอนที่ 31 (ฉบับพิเศษ) หน้า 3 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2515 โดยเพิ่มบทบัญญัติให้สามารถโนพนักงานเทศบาลสามัญมาเป็นข้าราชการส่วนจังหวัดได้                            

         ครั้งที่ 9 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2521 ให้ไว้ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2521 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 95 ตอนที่ 73(ฉบับพิเศษ) หน้า 31 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2521 เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชหารส่วนจังหวัด ในส่วนที่เกี่ยวกับข้าราชการส่วนสามัญ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้สอนในสถานศึกษาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดยังไม่เหมาะสมเพราะมิได้ให้สิทธิข้าราชการ ดังกล่าวเท่าเทียมกับข้าราชการครูสังกัดกระทรวงศึกษาธิการจึงแก้ไขโดยกำหนดให้แยกประเภทข้าราชการครูส่วนจังหวัดออกจากข้าราชการส่วนจังหวัดสามัญ และให้การบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูส่วนจังหวัดกระทำได้โดยพระราชกฤษฎีกา เพื่อวางหลักเกณฑ์ให้ข้าราชการส่วนจังหวัดได้รับสิทธิเท่าเทียมกับข้าราชการครูสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และกำหนดให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับแก่ข้าราชการส่วนจังหวัดสามัญด้วย                             

          ครั้งที่ 10 พระราชบัญญัติบริหารระเบียบราชการส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2523 ให้ไว้ ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2525 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 97 ตอนที่ 158 (ฉบับพิเศษ)หน้า 81 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2523 เนื่องจากได้มีการโอนกิจการบริหารโรงเรียนประชาบาล ซึ่งรวมถึงข้าราชการครูส่วนจังหวัดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการแล้ว จึงได้มีการแก้ไขมาตรา 30 ทวิ แห่ง พ.ศ. 2498 โดยยกเลิกบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับข้าราชการครูส่วนจังหวัด และใช้ความหมายของมาตรา 30 ทวิ แทน ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด                     

        โครงสร้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัดในยุคนั้นประกอบด้วย                            

           1. ฝ่ายบริหาร                            
              
ผู้ว่าราชการจังหวัด ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารขององค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชารองจากผู้ว่าราชการจังกวัด และนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการส่วนจังหวัดและบริหารกิจการส่วนจังหวัดในเขตอำเภอหรือกิ่งอำเภอ การจัดโครงสร้างการบริหารของฝ่ายบริหารเป็นดังนี้                            
             
สำนักงานเลขานุการจังหวัด    มีหน้าที่เกี่ยวกับกิจการทั่วไปขององค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีเลขานุการจังหวัดเป็นรองผู้รับผิดชอบแบ่งโครงสร้างเป็น 2 หมวด คือ หมวดบริหารงานทั่วไปกับหมวดแผนและงบประมาณ
 
             
ส่วนการคลัง  มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินและงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีหัวหน้าส่วนการคลังเป็นผู้รับผิดชอบ แบ่งโครงสร้างเป็น 3 หมวด คือ หมวดการเงิน หมวดการบัญชี หมวดตรวจสอบและพัฒนารายได้
  
             
ส่วนโยธา   มีหน้าที่เกี่ยวกับงานช่างและโครงการสาธารณูปโภคขององค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีหัวหน้าส่วนโยธาเป็นผู้รับผิดชอบ แบ่งโครงสร้างเป็น 3 หมวด คือ หมวดสำรองและออกแบบ หมวดก่อสร้างและซ่อมบำรุง กับหมวดเครื่องจักรกล
                            
          
ส่วนอำเภอ/กิ่งอำเภอ   เป็นหน่วยงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ประจำอยู่ตามอำเภอ/กิ่งอำเภอต่างๆ โดยมีหัวหน้าส่วนอำเภอ/กิ่งอำเภอเป็นผู้รับผิดชอบแบ่งโครงสร้างเป็น 3 หมวด คือ หมวดการคลัง หมวดพัฒนาและโยธา กับหมวดบริหารงานทั่วไป
                             
            
2. ฝ่ายนิติบัญญัติ                            
                
สภาจังหวัด ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติขององค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีประธานสภาจังหวัดเป็น
หัวหน้า มีหน้าที่พิจารณาร่างขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ประกอบด้วยสมาชิกสภาจังหวัดที่มาจาการเลือกตั้งของประชาชนในแต่ละอำเภอ โดยอยู่ในวาระคราวละ 5 ปี สำหรับจำนวนสมาชิกสภาจังหวัดของแต่ละจังหวัดจะไม่เท่ากัน ทั้งนี้ถือเกณฑ์จำนวนประชากรในเขตพื้นที่นั้นๆ เป็นหลัก โดยถือเกณฑ์ดังนี้
                            
               
- ประชากรไม่เกิน 200,000 คน มีสมาชิกสภาจังหวัดได้ 18 คน
                            
                
- ประชากร 200,001-500,000 คน มีสมาชิกสภาจังหวัดได้ 24 คน
                            
               
- ประชากร 500,001-1,000,000 คน มีสมาชิกสภาจังหวัดได้ 30 คน
                            
                
- ประชากรเกิน 1,000,000 คน มีสมาชิกสภาจังหวัดได้ 36 คน
                             
               
การจัดโครงสร้างของสภาจังหวัด สมาชิกสภาจังหวัดจะเลือกประธานสภาจังหวัดและรองประธานสภาจังหวัดตำแหน่งละ 1 คน โดนมีผู้ตรวจการส่วนท้องถิ่นของจังหวัดเป็นเลขานุการสภาจังหวัด นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการสภาจังหวัดปฏิบัติงานตามที่สภาจังหวัดมอบหมาย เช่น คณะกรรมการการตรวจรายงานการประชุมคณะกรรมการการศึกษา เป็นต้น
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยุคก่อกำเนิด...นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (.. 2540 - ปัจจุบัน)
             
เนื่องจาก พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ.2498 ได้ประกาศใช้มาเป็นเวลานานไม่เคยมีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับการปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งยังกำหนดให้มีการเลือกตั้งประธานสภาจังหวัดใหม่ทุกปี ทำให้เกิดการแข่งขันกันจนนำไปสู่การแตกแยกซึ่งทำให้ไม่สามารถดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล  พ.ศ. 2538  ทำให้สภาตำบลทุกแห่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล  และตำบลที่มีรายได้เฉลี่ยย้อนหลังสามปี  150,000.-  บาท  ขึ้นไปจะถูกยกฐานะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล  ซึ่งเป็นหน่วยงานการปกครองส่วนท้องถิ่น  ทำให้เกิดผลกระทบกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด  พ.ศ. 2498  คือ ความซ้ำซ้อนในเรื่องของพื้นที่  ความซ้ำซ้อนในเรื่องของอำนาจหน้าที่และความซ้ำซ้อนในเรื่องของรายได้ 
             
ผลกระทบดังกล่าวทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของบรรดาสมาชิกสภาจังหวัดในทั่วประเทศขึ้นเป็นระยะ และเป็นรูปธรรมมากขึ้นเมื่อได้มีการจัดประชุมใหญ่ขึ้น ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 – 27 พฤษภาคม 2539 โดยได้มีการจัดตั้ง สหพันธ์สมาชิกสภาจังหวัดแห่งประเทศไทย ขึ้น เพื่อดำเนินการเรียกร้องให้ทางรัฐบาลออกพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด ขึ้นมาบังคับใช้โดยเร็ว ในที่สุด      ก็ได้มีการตราพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด  พ.ศ. 2540  ขึ้นบังคับใช้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 114 ตอนที่ 62 ก ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 และมีผลบังคับตั้งแต่วันที่  1  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2540 โดยมีสาระสำคัญคือให้สมาชิกสภาจังหวัดเลือกสมาชิกคนใดคนหนึ่งเป็น
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทำหน้าที่หัวหน้าในฝ่ายบริหาร และให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแต่งตั้งสมาชิกสภาจังหวัดอีกสองคน เป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ส่วนในฝ่ายนิติบัญญัติก็ยังกำหนดให้สมาชิกสภาจังหวัดเลือกสมาชิกคนใดคนหนึ่งเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทำหน้าที่เป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติและเลือกสมาชิกสภาจังหวัดอีกสองคนทำหน้าที่รองประธานสภานิติบัญญัติ เหมือนเดิม
  โดยได้กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เอาไว้อย่างเป็นรูปธรรมใน หมวด 4  มาตรา 45
                 
โดยเหตุผลของการตราพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้นมาใช้นั้น ตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุว่า "โดยที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดที่จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.. 2498 เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นที่รับผิดชอบใน พื้นที่ทั้งจังหวัดที่อยู่นอกเขตสุขาภิบาล และเทศบาล เมื่อได้มีพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล ในการนี้สมควร ปรับปรุงบทบาทและอำนาจหน้าที่ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดให้สอดคล้องกัน และปรับปรุงโครงสร้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น"
                 
นอกจากเหตุผลของพระราชบัญญัติแล้ว จากบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.. ....... ครั้งที่ 2 วันที่ 13 มีนาคม 2540 ที่ประชุมได้ระบุประเด็นวัตถุประสงค์ของการออกพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด ดังนี้
        
1.เพื่อจัดระบบบริหารให้มีประสิทธิภาพซึ่งปัจจุบันมีปัญหาด้านการบริหารการจัดการด้านพื้นที่ และรายได้ช้ำซ้อน
       
2.เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของการเมืองการปกครองท้องถิ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการขยายความเจริญเติบโตของแต่ละท้องถิ่น
        3. เพื่อเป็นการถ่ายโอนอำนาจการปกครองส่วนภูมิภาคมาสู่ท้องถิ่น โดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดทำหน้าที่ในการ ประสานกับองค์กรปกครองท้องถิ่น การประสานกับรัฐบาลและตัวแทนหน่วยงานของรัฐการถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณที่เคยอยู่ใน ภูมิภาคไปอยู่ในองค์การบริหารส่วนจังหวัด
        4. เพื่อเป็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้มากยิ่งขึ้น โดยจะเพิ่มอิสระให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดมากขึ้นด้วย โดยการลดการกำกับดูแลจากส่วนกลางลง
  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

              รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 หมวดที่ 9  มาตรา 284 ได้กำหนดให้มีกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นมาใช้ ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2542 ได้มีการตรา พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ขึ้นมาบังคับใช้เพื่อถ่ายโอนภารกิจต่าง ๆ จากหน่วยงานในราชการส่วนภูมิภาคให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ไว้ในหมวด 2  มาตรา 17 และใน วันที่ 13 สิงหาคม 2546 ได้มี ประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ขึ้น ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ถือปฎิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้
     ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 (ฉบับที่ 3) โดยมีสาระสำคัญ คือ
     ฝ่ายบริหาร
     ได้มีการกำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งจังหวัด มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี โดยนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสามารถแต่งตั้งรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จากบุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อช่วยเหลือในการบริหารงานตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
        1.  ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดใดมีสมาชิกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสี่สิบแปดคน ให้มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สี่คน
       2.  ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดใดมีสมาชิกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสามสิบหกหรือสี่สิบสองคน ให้มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สามคน
      
       
3.  ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดใดมีสมาชิกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยี่สิบสี่หรือสามสิบคน ให้มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สองคน
      นอกจากนั้นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ยังสามารถแต่งตั้งเลขานุการและที่ปรึกษาเพื่อช่วยเหลือในการบริหารงานได้รวมกันไม่เกินห้าคน
     ฝ่ายนิติบัญญัติ
     ให้แบ่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้งเขตละหนึ่งคน โดยใช้เกณฑ์ของราษฎรแต่ละจังหวัด ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรในปีสุดท้ายก่อนที่มีการเลือกตั้ง ดังนี้
     
     
1. จังหวัดใดที่มีราษฎรไม่เกินห้าแสนคนให้มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ยี่สิบสี่คนประชากรไม่เกิน 200,000 คน มีสมาชิกสภาจังหวัดได้ 18 คน
      2.  จังหวัดใดที่มีราษฎรไม่เกินห้าแสนคนแต่ไม่เกินหนึ่งล้านคน ให้มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สามสิบคน
    
     
3.  จังหวัดใดที่มีราษฎรเกินหนึ่งล้านคนแต่ไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนคน ให้มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สามสิบหกคน
     
     
4.  จังหวัดใดที่มีราษฎรเกินหนึ่งล้านห้าแสนคนแต่ไม่เกินสองล้านคน ให้มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สี่สิบสองคน
     
     
5.  จังหวัดใดที่มีราษฎรเกินสองล้านคนขึ้นไป ให้มีสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สี่สิบแปดคน
     
            
หลังจากที่ พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 3)
ประกาศใช้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 14 มีนาคม 2547 และนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คณะกรรมการเลือกตั้ง ได้เข้ามาเป็นผู้ดำเนินการกระทรวงมหาดไทยในการจัดการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 โดยได้นำเอาระบบใบเหลืองใบแดง มาใช้กับผู้ที่ทุจริยการเลือกตั้ง จนเป็นเหตุให้หลายเขตเลือกตั้งต้องมีการเลือกตั้งใหม่ จนกว่าจะได้รับการับรองผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการเลือกตั้ง   

         กล่าวโดยสรุป องค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้มีการวิวัฒนาการโดยผ่านกระบวนการปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ มาเป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน องค์การบริหารส่วนจังหวัด คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัด มีภารกิจครอบคลุมพื้นที่จังหวัด ตามบทบัญญัติของกฎหมายคือ
         
1.       อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540  แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2546 หมวด 4 มาตรา 45
         
2.       อำนาจหน้าที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดในการจัดระบบบริหารสาธารณะตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 หมวด 2  มาตรา 17
         
3.       ประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเรื่อง การกำหนดอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2546
         
ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้ยึดถือปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้  

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 18 October 2007 )
 


หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์ประชาชาติ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก หนังสือพิมพ์ The nation หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  กรุงเทพธุรกิจสุดสัปดาห์ เนชั่นสุดสัปดาห์ บางกอกโพสต์ ศิลปวัฒนธรรม หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
 เว็บไซต์การบินไทย เว็บไซต์สายการบินนกแอร์ เว็บไซต์สายการบินบางกอกแอร์ เว็บไซต์ONE TWO GO เว็บไซต์สายการบินแอร์เอเซีย เว็บไซต์สายการบินบีพีแอร์ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 =ทีวีช่อง 5 ทีวีช่อง 7 อ.ส.ม.ท. ช่อง 11 ช่อง titv 7 -Eleven siamphone
 ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย  ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคาร กสิกรไทย ธนาคารออมสิน ธนาคาร ซิตี้แบงค์ ธนาคาร อาคารสงเคราะห์ ธนาคาร ไทยธนาคาร ธนาคาร ยูโอบี ธนาคาร นครหลวงไทย ธนาคารHSBC ธนาคารธนชาต ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ หมู่ 7 ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ 81000
เบอร์โทรศัพท์ 075 - 627111 โทรสาร 075 - 627111 ต่อ 102
E-mail:prkrabipao@gmail.com Design by PR.Krabipao